เห็นไหมครับ การเลือกคู่ ยังเป็นศิลปะเลยครับ
จริงๆ มันก็คือ หลักในการเลือกคู่นั่นแหละครับ ได้มาจากการเรียนวิชา Art of Living ครับ อย่างที่ผมเคยบอกครับ นานๆ ผมจะตั้งใจเรียนครั้งสักหนึ่ง ฮ่าๆ (วิชา่ที่ภาคไม่เห็นจะสนใจแบบนี้เลยวะ - -”) เริ่มกันเลยแล้วกัน
การเลือกคู่ มี 2 แบบครับ
- มีสิทธิ์เลือกเอง
- ไม่มีสิทธิ์ในการเลือกคู่ (มีคนจัดให้ เช่น คุณพ่อ คุณแม่)
เกณฑ์ในการเลือกคู่
เกณฑ์ทางด้านจิตวิทยา ใช้จิตใจเป็นตัววัด
- ความรัก (Love) คือความรู้สึกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก
D Love รักเพราะเขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น รู้ว่าเราชอบผมยาว ก็ไปต่อผม รู้ว่าเราชอบผู้หญิงห้าวๆ หน่อย ก็เปลี่ยนตัวเองเพื่อเรา
Be Love รักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันก็รัก พบได้ในครอบครัว เช่น พ่อแม่ รักตั้งแต่ยังไม่เห็นเราเลย เราจะเป็นอย่างไรก็รักเรา รักทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าโตขึ้นจะเป็นเด็กดีรึเปล่า - ความพึงพอใจ (Pleasure) รู้สึกว่าใช่อย่างที่เราหวัง เป็นความรู้สึกทางบวก เช่น พอใจทางรูปร่างหน้าตา
- บุคลิกภาพ (Personality) ผู้ชายผูกไทค์ ผู้ชายเอาเสื้อเข้าในกางเกง ชอบแบบไหน ชอบคนที่แต่งกายอย่างไร ดูได้จากหลายๆ อย่าง เช่น ดูได้จากการแต่งกาย การแสดงออก ท่วงท่า ที่แสดงออกมา
- พฤติกรรม (Behavior) เราจะทนได้กับพฤติกรรมแบบนี้รึเปล่า เขาเป็นคนอย่างไร เราจะรับได้รึเปล่า แต่ละคนที่ความชอบที่ไม่เหมือนกัน
- อุปนิสัย (Habit) เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คอยดูแลเพื่อนฝูง เป็นคนนิสัยดี รู้จักที่จะเอาใจใส่ รู้จักเสียสละ เป็นโอกาสที่เราต้องเรียนรู้
- คุณสมบัติ (Characteristic) สวย ฉลาด น่าตาดี หล่อ หรือมีความเข้าใจคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ เวลาผ่านไปคุณสมบัติจะลดลงเรื่อยๆ แต่ขอให้เป็นคุณสมบัติที่รับได้
- ค่านิยม รสนิยม มีค่านิยมที่ดี มีความชื่นชมในสิ่งเดียวกัน เช่น ชอบกีฬา ชอบดนตรี หรือมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ชอบดูหนังแนวเดียวกันรึเปล่า
- อุดมการณ์ สิ่งที่เราคาดหวังในอนาคต
- ความตรงกันข้าม เป็นความท้าทายชนิดหนึ่ง ถ้าเหมือนกันจนเกินไปมันคงจะไม่สนุก แต่ถ้าต่างกันบางก็คงดี เช่น พูดเยอะ พูดน้อย เขาไม่มีในสิ่งที่เรามี เขาอาจจะยอมรับเราได้
เกณฑ์ทางด้านสังคม (sociological aspect of mate selection)
- อายุ (Age) เช่น ผู้ชายอายุมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงก็ควรเป็นผู้ตามที่ดี แต่อายุควรใกล้เคียงกัน ไม่ควรต่างกันมาก จะทำให้ไม่เกิดช่องว่างระหว่างกัน เช่น ชอบฟังเพลงคนละยุค คนละสมัยกัน ฮ่าๆ
- การศึกษา (Education) การศึกษาที่ใกล้เคียงกัน จะก่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น วิสัยทัศน์ มุมมองจะใกล้เคียงกัน ถ้าการศึกษาต่างกันมาก จะเกิดคำพูดที่ว่า “ก็เธอเรียนแค่นี้ เธอจะรู้อะไร” เอ่อ.. นั่นไงครับ ปัญหาเกิดแล้ว
- พื้นฐานทางสังคม (Social status) เขาอยู่บ้านเขา เราอยู่บ้านเรา ต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากัน ถ้าต่างกัน ก็จะใช้เวลามาก และยากขึ้น เช่น ครอบครัวธุรกิจ กับ ครอบครัวราชการ เวลาในการทำงาน เวลาในการพบลูกค้า เวลาต่างๆ ก็จะต่างกัน
- เชื้อชาติ และศาสนา (Religion) วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และการที่เราจะปรับตัวเข้าหากัน เพราะถ้าต่างศาสนา ก็จะต้องใช้เวลาในการศึกษาก็อีกฝ่ายหนึ่ง และใช้เวลาในการปรับตัว
- ฐานะทางเศรษฐกิจ (Economic) ความเหลื่อมล้ำ เป็นชนวนที่จะก่อให้เกิดปัญหาภายภาคหน้าได้ พื้นฐานของครอบครัวเป็นตัวที่จะเสริมส่งในการดูแลเรื่องเศรษฐกิจ
- สุขภาพ (Health) คนที่มีสุขภาพกายและใจที่ดี ก็จะเป็นคนที่เราทำให้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ จะต้องมีสุขภาพกายที่แข็งแรง และสุขภาพใจที่มั่งคง
ทั้งสองเกณฑ์นี้จะถูกใช้ขึ้นมาเมื่อเราต้องการจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ครอง มาตัดสินว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” บางครั้งเราเลือกเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง แต่บางครั้งเราก็ใช้ทั้งสองเกณฑ์ บางครั้งฐานะทางสังคมต่างกันมากๆ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละฝ่าย
การมีคู่เหมือนการต่อจิ๊กซอร์ จิ๊กซอร์ที่มันมีเหลี่ยมมุม ต้องต่อให้สนิทพอดี ซึ่งแล้วแต่ว่ามุมไหนจะชนมุมไหน ถ้าไม่เข้ากันก็ต้องพลิกจิ๊กซอร์ เพื่อให้จิ๊กซอร์ต่อกันอย่างสนิทพอดี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง


