064 | ปิดประตูให้กับอดีต แล้วมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

October 2nd, 2008 | in บ้ากับตัวเอง3 comments 

ยกมาจากหนังสือศิลปะการดำเนินชีวิต Art of Living มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บทที่ 8 บทสรุป โดย อ.พรทิพย์ เย็นจะบก

งานเขียนของเดล คาร์เนกี้ (Dale Carnegie) ในเรื่อง “How to Stop Worrying and Start Living” (อ้างใน ศิระ:2539)

  • ปิดประตูให้กับอดีต (ที่เลวร้าย) และอนาคต (ที่มืดมน) อย่างถาวร แล้วมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
  • มองเห็นความรื่นรมย์ของชีวิต
  • จงหาอะไรทำอยู่เสมอ (คนช่างวิตกกังวลจะต้องหางานทำเพื่อให้ตัวเองไม่มีเวลาครุ่นคิดวิตก)
  • ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
  • จงทำกิจกรรมของชีวิตให้ดีที่สุด
  • หมั่นนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง (ไม่นึกถึงปัญหาและอุปสรรค)
  • ขอให้ทำความดีทุกวัน วันละหนึ่งอย่างที่จะทำให้ใครบางคนยิ้มได้อย่างมีความสุข

ผมชอบข้อสุดท้ายมากเลยครับ วิชานี้เป็นวิชาที่ถือว่าได้ใช้ในชีวิตจริงอย่างมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเรื่องของ การคิด ความเข้าใจในชีวิต การสื่อสาร การใช้ชีวิตในครอบครัวและสังคม มารยาททางสังคม การทำงานอย่างไรให้มีความสุข

สำหรับใครที่ยังไม่ได้เรียนวิชานี้ ผมแนะนำให้ตั้งใจเรียนนะครับ หรือไม่ก็อ่านหนังสือทั้งเล่มเลยก็ได้ครับ มีประโยชน์มากครับ (ผมอ่านไม่จบหรอกครับ เนื่องจาก ผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้วครับ หนังสือคือยานอนหลับ ฮ่าๆ)

สุดท้ายนี้คำมาฝากจาก @eig ครับ
“ไม่มีความคิดหรือคติอะไร ใช้ได้ดีในทุกบริบทอยู่แล้ว คติประจำใจที่ดีคือการไม่ยึดคติประจำใจ”


Tags: ,

052 | THE 30th ARTS OF LIVING PARTY

September 6th, 2008 | in บ้ากับตัวเอง2 comments 

เมื่อตะกี้เพิ่งกลับมาจาก Art Patry (จำชื่องานอย่างเป็นทางการไม่ได้ครับ) THE 30th ARTS OF LIVING PARTY “การพัฒนาบุคลิกภาพและมารยาทในการรับประทานอาหารแบบสากล” ครั้งที่ 30 เป็นการเรียนเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปะการดำเนินชีวิต (Art of Living)

งานนี้ขอเรียกว่า Art Party นะครับสั้นดี

วิชานี้เป็นวิชาที่มีประโยชน์มากครับ ดังจะเห็นได้จากเรื่อง ศิลปะการเลือกคู่, เธอเป็นเธอและฉันก็เป็นฉัน, ผมมันไม่ดี และมีอีกหลายเรื่องแต่ผมไม่ได้นำมาอับบล๊อก

งาน Art Party ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ ห้องบอลรูมเอ-บี ชั้น 2 โรงแรมมารวย การ์เด้น (อยู่หน้าปากซอยหอผมเองครับ) เวลา 13.00 - 16.00 ครับ

เริ่มจากการจัดนิสิตนั่งโต๊ะเลยครับ เนื่องจากรอบที่ผมได้ไปนี้ ผู้หญิงเยอะมากครับ พี่ TA ก็เลยจัดผู้ชาย 2 คนต่อ ผู้หญิง 6 คน รวม 1 โต๊ะ 8 คนครับ

โต๊ะผม ก็มีน้องผู้หญิง 6 คน ชื่อ พร ฝน เนม เม ตาล แอร์ (ถ้าพี่จำชื่อผิดขอโทษด้วยนะ ^_^) เป็นน้องคณะอุตสาหกรรมการเกษตร ภาควิชาบรรจุภัณฑ์ และผู้ชายอีกคนคือ ดิว เป็นเพื่อนที่ภาคเดียวกัน ถือว่ายังโชคดีครับที่ยังมีเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร ไม่งั้นเกร็งแย่เลย ฮ่าๆ

อาหารที่ได้ไปกินในครั้งนี้ก็มี

  • ขนมปัง เสิร์ฟพร้อมเนย
  • ซุปข้าวโพด
  • สเต๊กไก่พริกไทยดำ เสิร์ฟพร้อมเฟรนฟราย สลัด และไวน์แดง (กินไปสองแก้ว ฮ่าๆ)
  • กล้วย 1 ลูก
  • กาแฟร้อน
  • น้ำเปล่า

ผมจะไม่พูดถึงวิธีการรับประทานอาหารนะครับ แต่จะพูดถึงการได้ไปรับประทานอาหารในครั้งนี้

ผมคิดว่าการได้ไปครั้งนี้ถือว่ามีประโยชน์มากครับ สามารถนำไปใช้ได้จริง เป็นการฝึกตัวเองในการที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลุกนั่ง การเช็ดปาก การชนแก้วไวน์ การจับมีดซ้อม การกินซุป การกินกล้วย การกินกาแฟ การพูดคุยบนโต๊ะอาหาร การกินขนมปัง และมีหลายๆ อย่าง

หากสักครั้งผมมีโอกาสได้ไปรับประทานอาหารหรูๆ แบบนี้ (ชาตินี้จะมีโอกาสไหมน้อ?) ผมคงไม่เกร็งเท่าไหร่แล้วครับ เนื่องจากผมได้มีโอกาสได้ฝึกแล้วครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคณาจารย์ที่เป็นวิทยาการและจัดงานในครั้งนี้ ขอบคุณพี่ TA ที่ช่วยเหลือตลอดมา ขอบคุณพี่ๆ บริกรที่ช่วยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ขอบคุณน้องๆ และดิว ที่ร่วมโต๊ะอาหารและทำให้การรับประทานอาหารในครั้งนี้สนุกมาก และเป็นกันเอง ขอบคุณครับ

ปล.
- น้องพร ส่งรูปมาให้พี่ด้วยนะ จะได้เอามาลงบล๊อก
- พรุ่งนี้ต้องไป งานแถลงข่าว INET YWC#6
- จะสอบ Algor แล้ว จ๊ากกกกกกกกกกกกก


Tags: , , , , , , ,

051 | ศิลปะการเลือกคู่

September 3rd, 2008 | in บ้ากับตัวเอง1 comment 

เห็นไหมครับ การเลือกคู่ ยังเป็นศิลปะเลยครับ

จริงๆ มันก็คือ หลักในการเลือกคู่นั่นแหละครับ ได้มาจากการเรียนวิชา Art of Living ครับ อย่างที่ผมเคยบอกครับ นานๆ ผมจะตั้งใจเรียนครั้งสักหนึ่ง ฮ่าๆ (วิชา่ที่ภาคไม่เห็นจะสนใจแบบนี้เลยวะ - -”) เริ่มกันเลยแล้วกัน

การเลือกคู่ มี 2 แบบครับ
- มีสิทธิ์เลือกเอง
- ไม่มีสิทธิ์ในการเลือกคู่ (มีคนจัดให้ เช่น คุณพ่อ คุณแม่)

เกณฑ์ในการเลือกคู่
เกณฑ์ทางด้านจิตวิทยา ใช้จิตใจเป็นตัววัด

  • ความรัก (Love) คือความรู้สึกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก
    D Love รักเพราะเขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น รู้ว่าเราชอบผมยาว ก็ไปต่อผม รู้ว่าเราชอบผู้หญิงห้าวๆ หน่อย ก็เปลี่ยนตัวเองเพื่อเรา
    Be Love รักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันก็รัก พบได้ในครอบครัว เช่น พ่อแม่ รักตั้งแต่ยังไม่เห็นเราเลย เราจะเป็นอย่างไรก็รักเรา รักทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าโตขึ้นจะเป็นเด็กดีรึเปล่า
  • ความพึงพอใจ (Pleasure) รู้สึกว่าใช่อย่างที่เราหวัง เป็นความรู้สึกทางบวก เช่น พอใจทางรูปร่างหน้าตา
  • บุคลิกภาพ (Personality) ผู้ชายผูกไทค์ ผู้ชายเอาเสื้อเข้าในกางเกง ชอบแบบไหน ชอบคนที่แต่งกายอย่างไร ดูได้จากหลายๆ อย่าง เช่น ดูได้จากการแต่งกาย การแสดงออก ท่วงท่า ที่แสดงออกมา
  • พฤติกรรม (Behavior) เราจะทนได้กับพฤติกรรมแบบนี้รึเปล่า เขาเป็นคนอย่างไร เราจะรับได้รึเปล่า แต่ละคนที่ความชอบที่ไม่เหมือนกัน
  • อุปนิสัย (Habit) เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คอยดูแลเพื่อนฝูง เป็นคนนิสัยดี รู้จักที่จะเอาใจใส่ รู้จักเสียสละ เป็นโอกาสที่เราต้องเรียนรู้
  • คุณสมบัติ (Characteristic) สวย ฉลาด น่าตาดี หล่อ หรือมีความเข้าใจคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ เวลาผ่านไปคุณสมบัติจะลดลงเรื่อยๆ แต่ขอให้เป็นคุณสมบัติที่รับได้
  • ค่านิยม รสนิยม มีค่านิยมที่ดี มีความชื่นชมในสิ่งเดียวกัน เช่น ชอบกีฬา ชอบดนตรี หรือมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ชอบดูหนังแนวเดียวกันรึเปล่า
  • อุดมการณ์ สิ่งที่เราคาดหวังในอนาคต
  • ความตรงกันข้าม เป็นความท้าทายชนิดหนึ่ง ถ้าเหมือนกันจนเกินไปมันคงจะไม่สนุก แต่ถ้าต่างกันบางก็คงดี เช่น พูดเยอะ พูดน้อย เขาไม่มีในสิ่งที่เรามี เขาอาจจะยอมรับเราได้

เกณฑ์ทางด้านสังคม (sociological aspect of mate selection)

  • อายุ (Age) เช่น ผู้ชายอายุมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงก็ควรเป็นผู้ตามที่ดี แต่อายุควรใกล้เคียงกัน ไม่ควรต่างกันมาก จะทำให้ไม่เกิดช่องว่างระหว่างกัน เช่น ชอบฟังเพลงคนละยุค คนละสมัยกัน ฮ่าๆ
  • การศึกษา (Education) การศึกษาที่ใกล้เคียงกัน จะก่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น วิสัยทัศน์ มุมมองจะใกล้เคียงกัน ถ้าการศึกษาต่างกันมาก จะเกิดคำพูดที่ว่า “ก็เธอเรียนแค่นี้ เธอจะรู้อะไร” เอ่อ.. นั่นไงครับ ปัญหาเกิดแล้ว
  • พื้นฐานทางสังคม (Social status) เขาอยู่บ้านเขา เราอยู่บ้านเรา ต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากัน ถ้าต่างกัน ก็จะใช้เวลามาก และยากขึ้น เช่น ครอบครัวธุรกิจ กับ ครอบครัวราชการ เวลาในการทำงาน เวลาในการพบลูกค้า เวลาต่างๆ ก็จะต่างกัน
  • เชื้อชาติ และศาสนา (Religion) วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และการที่เราจะปรับตัวเข้าหากัน เพราะถ้าต่างศาสนา ก็จะต้องใช้เวลาในการศึกษาก็อีกฝ่ายหนึ่ง และใช้เวลาในการปรับตัว
  • ฐานะทางเศรษฐกิจ (Economic) ความเหลื่อมล้ำ เป็นชนวนที่จะก่อให้เกิดปัญหาภายภาคหน้าได้ พื้นฐานของครอบครัวเป็นตัวที่จะเสริมส่งในการดูแลเรื่องเศรษฐกิจ
  • สุขภาพ (Health) คนที่มีสุขภาพกายและใจที่ดี ก็จะเป็นคนที่เราทำให้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ จะต้องมีสุขภาพกายที่แข็งแรง และสุขภาพใจที่มั่งคง

ทั้งสองเกณฑ์นี้จะถูกใช้ขึ้นมาเมื่อเราต้องการจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ครอง มาตัดสินว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” บางครั้งเราเลือกเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง แต่บางครั้งเราก็ใช้ทั้งสองเกณฑ์ บางครั้งฐานะทางสังคมต่างกันมากๆ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละฝ่าย

การมีคู่เหมือนการต่อจิ๊กซอร์ จิ๊กซอร์ที่มันมีเหลี่ยมมุม ต้องต่อให้สนิทพอดี ซึ่งแล้วแต่ว่ามุมไหนจะชนมุมไหน ถ้าไม่เข้ากันก็ต้องพลิกจิ๊กซอร์ เพื่อให้จิ๊กซอร์ต่อกันอย่างสนิทพอดี


Tags: , , , , ,

049 | เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา

September 1st, 2008 | in บ้ากับตัวเองAdd comment 

คำกลอนของท่านพุทธทาส ภิกขุ

จะหาคนดี 100% คงไม่มีหรอกนะครับ
จะหาคนที่ไม่เคยทำผิดเลย คงไม่มีหรอกนะครับ

ตอนคุณทำดีไม่มีใครชมคุณหรอก แต่คุณอย่าล้มเชียวนะ จะมีคนรีบมาคนกระทืบคุณทันที ฮ่าๆ

บางคนอาจจะคิดว่า ไม่เห็นต้องชมเลย ก็มันเป็นหน้าที่
หน้าที่ ก็คือ สิ่งที่ต้องทำ ต้องปฏิบัติ แต่คนที่ทำหน้าที่ของตัวเอง ก็ต้องการคำชมเหมือนกัน

สิ่งที่คนที่ทำผิดพลาดต้องการมากที่สุด คือ “การให้อภัย”

ลองมาเปลี่ยนทัศนคติกันเถอะ เผื่อโลกนี้จะได้สดใสขึ้น ^_^

ปล.
- ช่วงนี้กำลังหาที่ฝึกงาน
- แม่ส่งทุเรียนกวนมาให้กินด้วย เย่!
- ข้าวเหนียวทุเรียนที่บาร์ใหม่ อร่อยจัง


Tags: , , , , , ,
หน้า : 1 2 ต่อไป

Sponser by Google AdSense

บทความ

หมวดหมู่

CPSK Friends

บล็อก

เว็บไซต์

    Firefox 3

    Foxkeh