054 | ถังน้ำสองใบ

September 11th, 2008 | in บ้ากับตัวเองAdd comment 

นานๆ จะได้รับ Fwd Mail ดีๆ ลองอ่านดูนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ถังน้ำสองใบ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง…แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน….จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง….ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ
ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง …ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า “ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน”

คนตักน้ำตอบว่า “เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า…
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่….

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ…
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้”

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง…
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้….
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น..
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง

บางครั้งตัวเองก็ยังไม่เห็นความดีของตัวเองเลย แต่มันก็จะไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครบอก

ถ้าวันนี้คุณได้เจอความดีที่เขาได้ทำ เดินเข้าไปบอกเขาได้เถอะครับ หากเขายังไม่รู้ เขาก็จะได้รู้ (เหมือนถังน้ำ) แต่หากเขารู้แล้ว เขาก็จะดีใจมากครับ ที่คนเห็นความดีของเขา แม้ว่าบางครั้ง เขาจะทำไปเพื่อไม่ได้หวังผลตอบแทนก็ตาม


Tags: , ,

053 | ฟังบรรยายเกี่ยวกับ การละเมิดลิขสิทธิ์

September 8th, 2008 | in บ้ากับตัวเอง3 comments 

วันนี้ได้มีโอกาสไปที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ครับ ที่ต้องไปก็เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนครับ

โดยมีพี่ธนิฏฐา สิทธิมงคล บรรยายเรื่อง “การคุ้มครองลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์” ครับ

จริงๆ แล้ว สิ่งที่พี่พูด มันก็คือเนื้อหาของ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗ และมีการอ้างถึง พระราชบัญติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ด้วยครับ

แต่วันนี้ผมได้ความรู้ใหม่ๆ มาค่อนข้างเยอะครับ

  • สิ่งที่ไม่ใช่ “งานลิขสิทธิ์” คือ อัลกอลิทึม (algorithm) โครงสร้าง (structure) ความคิด ขั้นตอน (sequence) กรรมวิธี ระบบ (system) หลักการ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด ทฤษฎี การค้นพบ
  • ตัวอย่างสิ่งที่ไม่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เช่น ชื่อหนังสือ ชื่อเพลง สูตรอาหาร คำขวัญ พล็อตเรื่อง เทคนิควิธีการ วิธีจัดการธุรกิจ รูปแบบอักษร(Font ประเด็นนี้เดี๋ยวจะพูดถึงต่อไปครับ)
  • ลิขสิทธิ์คุ้มครองโดยอัตโนมัติ คือ ไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องโฆษณาก่อน ไม่ต้องบันทึกลงสื่อใดๆ เช่น ผมเขียนโปรแกรมขึ้นมาชุดหนึ่ง ผมไม่จำเป็นต้องนำไปจดลิขสิทธิ์ แต่ชุดโปรแกรมนั้นจะเป็นลิขสิทธิ์ของผมในทันที หรือ การบันทึกจากการแสดงสด ลองคิดดูซิครับ ถ้าเกิดว่าลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครองโดยอัตโนมัติ ในการแสดงคอนเสิร์ต ถ้ามีการถ่ายวิดีโอไว้ ใครเอามาจดลิขสิทธิ์ก่อน ก็จะได้มา (ถ้าเป็นแบบนี้คงบ้ามาก)
  • การโฆษณา ไม่ได้หมายความว่า การโฆษณาผ่านโทรทัศน์ อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่มันคือ การทำสำเนา แจกจ่าย หรือทำให้ปรากฎแก่สาธารณะตามจำนวนสมควร (แล้วแต่กรณีไป ระบุแน่นอนไม่ได้ว่าจำนวนเท่าไหร่)
  • การโอนลิขสิทธิ์ ต้องทำหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้โอน ผู้รับ และกำหนดระยะเวลา
  • เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้างได้ ถ้าไม่มีการโอนลิขสิทธิ์ เช่น คนวาดการ์ตูน บริษัทสามารถเอาการ์ตูนที่วาดไปเขียนและขายได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาภาพวาดนั้นไปทำเป็นตุ๊กตา แล้วเอาไปขายได้ (ซึ่งจริงๆ แล้วผมคิดว่า ขึ้นอยู่กับตอนที่เราทำสัญญากับบริษัทตอนที่เราสมัครงานมากกว่า)
  • การให้ใช้ผลงาน สามารถทำได้โดยตกลงกันเองได้ พูดปากเปล่าได้ โดยไม่ต้องทำหนังสือสัญญา
  • หนังสือ ซื้อมาแล้ว ให้เช่าได้ แต่ วิดีโอ โปรแกรม ซื้อมาแล้วให้เช่าไม่ได้
  • ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถแสดงตอนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ได้ เช่น คำร้อง ทำนอง เรียบเรียง ในเพลงต่างๆ
  • การละเมิดโดยตรง คือ การกระทำแก่งานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น คัดลอกเพลงจากแผ่นแท้
  • การละเมิดโดยอ้อม คือ การกระทำแก่งานเพื่อหากำไรโดยผู้กระทำรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่า งานนั้นเป็นงานละเมิด เช่น คัดลอกเพลงจากแผ่นปลอม
  • คุณเชื่อหรือไม่ว่า การละเมิดโดยตรง(ละเมิดขั้นต้น) มีความผิดน้อยกว่ามากกว่า การละเมิดโดนอ้อม(ละเมิดขั้นรอง) (จ๊าก - -’) ขนาดพี่คนที่บรรยายยังแปลกใจเลย
  • จากกรณีข้างบนผมก็เลยคิดเหตุการณ์สมมติขึ้นมาว่า ถ้าผมต้องการคัดลอกแผ่นเพลงจำนวน 100 แผ่น ผมก็คัดลอดกจากแผ่นแท้มาเพียงหนึ่งแผ่น แล้วผมก็ทิ้งแผ่นแท้ไป แล้วอีก 99 แผ่นผมก็คัดลอกจากแผ่นที่หนึ่ง ที่ผมได้เตรียมไว้แล้ว เท่านี้ผมก็โดนความผิดโดยละเมิดโดยอ้อม (เพราะโทษเบากว่า อิอิ ช่องโหว่ทางกฎหมาย)
  • เพิ่งเคยได้ยินคำว่า วิศวกรรมย้อนกลับ ลองคลิกเข้าไปอ่านดูนะครับ
  • “ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดให้ถือว่ากรรมการหรือผู้จัดการทุกคนเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนไม่รู้เห็นหรือยินยอมกับการกระทำของนิติบุคคล” ข้อสันนิษฐานความรับผิด
  • การส่งไฟล์ที่ผิดกฎหมาย แบบ Peer to Peer (โหลดบิต) ถือว่า “ผิดกฎหมาย”
  • จะดำเนินความผิดแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ต้องมีผู้เสียหาย
  • เทคนิคการป้องกันการคัดลอก ให้แอบใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป
  • ถ้าผู้เสียหายต้องการจะแจ้งความ มี 2 วิธี คือ ให้ประสานกับฝ่ายปกป้องฯ กรมทรัพท์สิน หรือ แจ้งความกับตำรวจโดยตรง
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ คือ มีจัดการบรรยาย และการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะให้เห็นถึงความสำคัญของการละเมิดลิขสิทธิ์

โอ้ว! เยอะมาก แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งครับ ที่ผมอยากจะแชร์แบ่งปันความรู้ให้กับคุณ

ขอบคุณ ผศ.ดร.สมชาย นำประเสริฐชัย ครับที่ติดต่อให้พวกผมได้ไปฟังบรรยายในครั้งนี้ครับ
ขอบคุณพี่ๆ ทุกคน ที่ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ครับ
ขอบคุณ นิว พลอย แชม์ เก่ง ที่คอย ไม่งั้นคงต้องไปคนเดียว
ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ให้โอกาสผมได้ถาม (เกือบจะไม่ได้ถามอะไรแล้ว)

ขอบคุณครับ

ปล. ขอติดเรื่อง Font ไว้ก่อนนะครับ ต้องรีบไปอ่านอัลกอ เพื่อนรออยู่ จ๊ากก..


Tags: , , , , , , , , ,

052 | THE 30th ARTS OF LIVING PARTY

September 6th, 2008 | in บ้ากับตัวเอง2 comments 

เมื่อตะกี้เพิ่งกลับมาจาก Art Patry (จำชื่องานอย่างเป็นทางการไม่ได้ครับ) THE 30th ARTS OF LIVING PARTY “การพัฒนาบุคลิกภาพและมารยาทในการรับประทานอาหารแบบสากล” ครั้งที่ 30 เป็นการเรียนเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปะการดำเนินชีวิต (Art of Living)

งานนี้ขอเรียกว่า Art Party นะครับสั้นดี

วิชานี้เป็นวิชาที่มีประโยชน์มากครับ ดังจะเห็นได้จากเรื่อง ศิลปะการเลือกคู่, เธอเป็นเธอและฉันก็เป็นฉัน, ผมมันไม่ดี และมีอีกหลายเรื่องแต่ผมไม่ได้นำมาอับบล๊อก

งาน Art Party ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ ห้องบอลรูมเอ-บี ชั้น 2 โรงแรมมารวย การ์เด้น (อยู่หน้าปากซอยหอผมเองครับ) เวลา 13.00 - 16.00 ครับ

เริ่มจากการจัดนิสิตนั่งโต๊ะเลยครับ เนื่องจากรอบที่ผมได้ไปนี้ ผู้หญิงเยอะมากครับ พี่ TA ก็เลยจัดผู้ชาย 2 คนต่อ ผู้หญิง 6 คน รวม 1 โต๊ะ 8 คนครับ

โต๊ะผม ก็มีน้องผู้หญิง 6 คน ชื่อ พร ฝน เนม เม ตาล แอร์ (ถ้าพี่จำชื่อผิดขอโทษด้วยนะ ^_^) เป็นน้องคณะอุตสาหกรรมการเกษตร ภาควิชาบรรจุภัณฑ์ และผู้ชายอีกคนคือ ดิว เป็นเพื่อนที่ภาคเดียวกัน ถือว่ายังโชคดีครับที่ยังมีเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร ไม่งั้นเกร็งแย่เลย ฮ่าๆ

อาหารที่ได้ไปกินในครั้งนี้ก็มี

  • ขนมปัง เสิร์ฟพร้อมเนย
  • ซุปข้าวโพด
  • สเต๊กไก่พริกไทยดำ เสิร์ฟพร้อมเฟรนฟราย สลัด และไวน์แดง (กินไปสองแก้ว ฮ่าๆ)
  • กล้วย 1 ลูก
  • กาแฟร้อน
  • น้ำเปล่า

ผมจะไม่พูดถึงวิธีการรับประทานอาหารนะครับ แต่จะพูดถึงการได้ไปรับประทานอาหารในครั้งนี้

ผมคิดว่าการได้ไปครั้งนี้ถือว่ามีประโยชน์มากครับ สามารถนำไปใช้ได้จริง เป็นการฝึกตัวเองในการที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลุกนั่ง การเช็ดปาก การชนแก้วไวน์ การจับมีดซ้อม การกินซุป การกินกล้วย การกินกาแฟ การพูดคุยบนโต๊ะอาหาร การกินขนมปัง และมีหลายๆ อย่าง

หากสักครั้งผมมีโอกาสได้ไปรับประทานอาหารหรูๆ แบบนี้ (ชาตินี้จะมีโอกาสไหมน้อ?) ผมคงไม่เกร็งเท่าไหร่แล้วครับ เนื่องจากผมได้มีโอกาสได้ฝึกแล้วครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคณาจารย์ที่เป็นวิทยาการและจัดงานในครั้งนี้ ขอบคุณพี่ TA ที่ช่วยเหลือตลอดมา ขอบคุณพี่ๆ บริกรที่ช่วยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ขอบคุณน้องๆ และดิว ที่ร่วมโต๊ะอาหารและทำให้การรับประทานอาหารในครั้งนี้สนุกมาก และเป็นกันเอง ขอบคุณครับ

ปล.
- น้องพร ส่งรูปมาให้พี่ด้วยนะ จะได้เอามาลงบล๊อก
- พรุ่งนี้ต้องไป งานแถลงข่าว INET YWC#6
- จะสอบ Algor แล้ว จ๊ากกกกกกกกกกกกก


Tags: , , , , , , ,

051 | ศิลปะการเลือกคู่

September 3rd, 2008 | in บ้ากับตัวเอง1 comment 

เห็นไหมครับ การเลือกคู่ ยังเป็นศิลปะเลยครับ

จริงๆ มันก็คือ หลักในการเลือกคู่นั่นแหละครับ ได้มาจากการเรียนวิชา Art of Living ครับ อย่างที่ผมเคยบอกครับ นานๆ ผมจะตั้งใจเรียนครั้งสักหนึ่ง ฮ่าๆ (วิชา่ที่ภาคไม่เห็นจะสนใจแบบนี้เลยวะ - -”) เริ่มกันเลยแล้วกัน

การเลือกคู่ มี 2 แบบครับ
- มีสิทธิ์เลือกเอง
- ไม่มีสิทธิ์ในการเลือกคู่ (มีคนจัดให้ เช่น คุณพ่อ คุณแม่)

เกณฑ์ในการเลือกคู่
เกณฑ์ทางด้านจิตวิทยา ใช้จิตใจเป็นตัววัด

  • ความรัก (Love) คือความรู้สึกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก
    D Love รักเพราะเขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น รู้ว่าเราชอบผมยาว ก็ไปต่อผม รู้ว่าเราชอบผู้หญิงห้าวๆ หน่อย ก็เปลี่ยนตัวเองเพื่อเรา
    Be Love รักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันก็รัก พบได้ในครอบครัว เช่น พ่อแม่ รักตั้งแต่ยังไม่เห็นเราเลย เราจะเป็นอย่างไรก็รักเรา รักทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าโตขึ้นจะเป็นเด็กดีรึเปล่า
  • ความพึงพอใจ (Pleasure) รู้สึกว่าใช่อย่างที่เราหวัง เป็นความรู้สึกทางบวก เช่น พอใจทางรูปร่างหน้าตา
  • บุคลิกภาพ (Personality) ผู้ชายผูกไทค์ ผู้ชายเอาเสื้อเข้าในกางเกง ชอบแบบไหน ชอบคนที่แต่งกายอย่างไร ดูได้จากหลายๆ อย่าง เช่น ดูได้จากการแต่งกาย การแสดงออก ท่วงท่า ที่แสดงออกมา
  • พฤติกรรม (Behavior) เราจะทนได้กับพฤติกรรมแบบนี้รึเปล่า เขาเป็นคนอย่างไร เราจะรับได้รึเปล่า แต่ละคนที่ความชอบที่ไม่เหมือนกัน
  • อุปนิสัย (Habit) เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คอยดูแลเพื่อนฝูง เป็นคนนิสัยดี รู้จักที่จะเอาใจใส่ รู้จักเสียสละ เป็นโอกาสที่เราต้องเรียนรู้
  • คุณสมบัติ (Characteristic) สวย ฉลาด น่าตาดี หล่อ หรือมีความเข้าใจคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ เวลาผ่านไปคุณสมบัติจะลดลงเรื่อยๆ แต่ขอให้เป็นคุณสมบัติที่รับได้
  • ค่านิยม รสนิยม มีค่านิยมที่ดี มีความชื่นชมในสิ่งเดียวกัน เช่น ชอบกีฬา ชอบดนตรี หรือมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ชอบดูหนังแนวเดียวกันรึเปล่า
  • อุดมการณ์ สิ่งที่เราคาดหวังในอนาคต
  • ความตรงกันข้าม เป็นความท้าทายชนิดหนึ่ง ถ้าเหมือนกันจนเกินไปมันคงจะไม่สนุก แต่ถ้าต่างกันบางก็คงดี เช่น พูดเยอะ พูดน้อย เขาไม่มีในสิ่งที่เรามี เขาอาจจะยอมรับเราได้

เกณฑ์ทางด้านสังคม (sociological aspect of mate selection)

  • อายุ (Age) เช่น ผู้ชายอายุมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงก็ควรเป็นผู้ตามที่ดี แต่อายุควรใกล้เคียงกัน ไม่ควรต่างกันมาก จะทำให้ไม่เกิดช่องว่างระหว่างกัน เช่น ชอบฟังเพลงคนละยุค คนละสมัยกัน ฮ่าๆ
  • การศึกษา (Education) การศึกษาที่ใกล้เคียงกัน จะก่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น วิสัยทัศน์ มุมมองจะใกล้เคียงกัน ถ้าการศึกษาต่างกันมาก จะเกิดคำพูดที่ว่า “ก็เธอเรียนแค่นี้ เธอจะรู้อะไร” เอ่อ.. นั่นไงครับ ปัญหาเกิดแล้ว
  • พื้นฐานทางสังคม (Social status) เขาอยู่บ้านเขา เราอยู่บ้านเรา ต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากัน ถ้าต่างกัน ก็จะใช้เวลามาก และยากขึ้น เช่น ครอบครัวธุรกิจ กับ ครอบครัวราชการ เวลาในการทำงาน เวลาในการพบลูกค้า เวลาต่างๆ ก็จะต่างกัน
  • เชื้อชาติ และศาสนา (Religion) วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และการที่เราจะปรับตัวเข้าหากัน เพราะถ้าต่างศาสนา ก็จะต้องใช้เวลาในการศึกษาก็อีกฝ่ายหนึ่ง และใช้เวลาในการปรับตัว
  • ฐานะทางเศรษฐกิจ (Economic) ความเหลื่อมล้ำ เป็นชนวนที่จะก่อให้เกิดปัญหาภายภาคหน้าได้ พื้นฐานของครอบครัวเป็นตัวที่จะเสริมส่งในการดูแลเรื่องเศรษฐกิจ
  • สุขภาพ (Health) คนที่มีสุขภาพกายและใจที่ดี ก็จะเป็นคนที่เราทำให้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ จะต้องมีสุขภาพกายที่แข็งแรง และสุขภาพใจที่มั่งคง

ทั้งสองเกณฑ์นี้จะถูกใช้ขึ้นมาเมื่อเราต้องการจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ครอง มาตัดสินว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” บางครั้งเราเลือกเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง แต่บางครั้งเราก็ใช้ทั้งสองเกณฑ์ บางครั้งฐานะทางสังคมต่างกันมากๆ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละฝ่าย

การมีคู่เหมือนการต่อจิ๊กซอร์ จิ๊กซอร์ที่มันมีเหลี่ยมมุม ต้องต่อให้สนิทพอดี ซึ่งแล้วแต่ว่ามุมไหนจะชนมุมไหน ถ้าไม่เข้ากันก็ต้องพลิกจิ๊กซอร์ เพื่อให้จิ๊กซอร์ต่อกันอย่างสนิทพอดี


Tags: , , , , ,

หน้า : ก่อนหน้า 1 2 3 ...6 7 8 9 10 ...19 20 21 ต่อไป

Sponser by Google AdSense

บทความ

หมวดหมู่

CPSK Friends

บล็อก

เว็บไซต์

    Firefox 3

    Foxkeh