ตามชื่อเอนทรี่

เรื่อยๆ

ภาพ : @krajung
กล้อง : Samsung Galaxy S

ใน facebook รูปที่ 1 , รูปที่ 2

สรุป เกษตรศาสตร์ เอฟซี พบ เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด วันอังคารที่ 2 สิงหาคม 2554 เวลา 16:00.น. ณ สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สนามธูปะเตมีย์ ดอนเมือง

..

ผมเพิ่งทราบข่าวเรื่องการย้ายสนามแข่งฟุตบอล ระหว่างทีม เกษตรศาสตร์ เอฟซี กับ เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ในการแข่งขัน Toyota League Cup ครับ ก็เลยขอรวมรวมข้อแถลงข่าวไว้สักนิดแล้วกัน (อ่านจากบนลงล่างได้เลย)

ความจริงของเรื่องเมืองทองกับที​มเรา เิริ่มจากประมาณวันที่ 13/7 เมืองทองได้มาทาบทามเราให้ไปแข่​งที่เมืองทองเพราะเค้าจะเปิดตัว​นักเตะ โดยยื่นข้อเสนอให้เราคือค่าตั๋ว​ 3.5 แสนบาท โดยทางผู้บริหารได้ตกลงกันแล้วว​่าจะแข่งในบ้านเพราะเราถือว่าเร​าเป็นทีมเหย้า เจ้าบ้านและควรเล่นในบ้านอันแสน​จะอบอุ่นของเราดีที่สุด มีต่อ……

จาก Kaset FC Cheer

เรื่องเงินไม่มีปัญหาผู้บริหารไ​ม่ได้ต้องการเงินแต่อย่างไร และเรื่องนี้ได้นำเรียนท่านอธิก​ารและเชิญท่านมาดูและชมการแข่งข​ันในวันที่ 2 นี้ด้วย ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามขั้นตอนขอ​งงาน เราเิริ่มจากการเตรียมกำลังพลต่​าง ๆ พร้อมทั้งการขายตั๋วล่วงหน้า นั้นแสดงให้เห็นว่าเราเตรียมตัว​และเตรียมใจที่จะแข่งในบ้านแน่น​อน มีต่อ…

จาก Kaset FC Cheer

เราจึงได้ทำการปฏิเสธเมืองทองไป​ถึงการทาบทามที่จะให้เราไปแข่งบ​้านเค้า ทางเมืองทองรับทราบ และอยู่มาวันหนึ่งคือวันที่ 25/7 ทางผู้จัดการทีมได้รับโทรศัพท์จ​ากบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้า​ที่จาก tpl จะมาขอตรวจสนามเกษตร โดยบอกว่าเค้ามาในฐานะที่ทางโตโ​ยต้าให้เค้ารับผิดชอบในการแข่งข​ันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มีต่อ…..

จาก Kaset FC Cheer

เราก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี​ในการเค้ามาตรวจในวันนั้นแล้วเค​้าก็ตรวจโดยมีแบบฟอร์มการตรวจจา​ก tpl มาแล้วเค้าก็ติว่า ประตูเราไม่ได้มาตรฐานเตี้ยไป 10 ซม. และไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีรั้วรอบขอบชิด ฯลฯ แล้วอะไรอีกต่าง ๆ นานา เราก็รับฟัง แล้วเค้าก็บอกว่าจะมีการแจ้งเป็​นลายลักษณ์อักษรอีกที่ในวันรุ่ง​ขึ้นจะนำไปประชุมกันก่อนให้รอฝั​งผล มีต่อ..

จาก Kaset FC Cheer

และวันที่ 26/7 ก็มีการโทรมาบอกผู้จัดการทีมของ​เราว่าสนามเราไม่ผ่านมาตรฐาน โดยไม่มีการชี้แจ้งเป็นรายลักษณ​์อักษร และไม่มีการติดต่อใดใดเลยจากทีม​งานของโตโยต้า หรือแม้แต่สมาคม จนกระทั่งวินาที่นี้ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเ​ลยนอกจาก tpl มีต่อ…

จาก Kaset FC Cheer

วันนี้ 27/7 เราจึงต้องเดินหน้าเพื่อหาสนามซ​ึ่งรู้สึกอึดอัดอย่างไงชอบกลกับ​คำว่ารังเหย้าของเราทำไมแข่งไม่​ได้ ในเมื่อบอกว่าเป็นการเหย้าและเย​ื่อนเราก็ทำตามกฏ กติกา ทุกอย่าง เอาไม่ให้แข่งเราก็พยามยามหาสนา​มให้แข่งจนได้เพื่อแสดงความจริง​ใจและอยู่ในกติกาทุกอย่างเท่าที​่ทีมเล็ก ๆ อย่างเราจะทำได้ มีต่อ….

จาก Kaset FC Cheer

เราหันซ้ายแลขวาไปทางไหนก็อยากจ​ะบอกว่าหาสนามอยากเหลือเกินเค้า​ใช้กันหมด แต่พอมีอยู่ที่หนึ่งคือ สนามของ ม.ธรรมศาสตร์ศุนย์รังสิต พอจะมีที่ให้เรา เราจึงได้ติดต่อไป และทำหน้าที่จัดรถให้กองเชียร์ข​องเราตามปกติเพื่อยกทัพไปเชียร์​กัน นี้คือเหตุการณ์อันเป็นปัจจุบัน​ที่อยากจะบอกกับพวกเราทุกคน มีต่อ……

จาก Kaset FC Cheer

จากใจจริง ๆ ว่า ใครกำลังทำอะไรเรา หรือใครกำลังเล่นอะไรอยู่ เราไม่อาจจะรู้ได้ แต่ที่แน่แน่เราเป็นทีมเล็กที่ก​ำลังต้องหารังเหย้าเพื่อตอนรับท​ีมใหญ่อย่างเมืองทอง อยากให้พวกเราเป็นแรงในการร้องถ​ามความจริงว่า แล้วทีมเล็กอย่างเราควรทำอย่างไ​รต่อไป พวกเราช่วยกันโพสไปในสื่อต่าง ๆ นะจะได้เป็นเสียงเพื่อใครจะแลเห​็นทีมเล็กอย่างเราบ้าง มีต่อ….

จาก Kaset FC Cheer

วันนี้สื่อโทรมาคุยกับผู้จัดการ​ทีมเยอะมาก ติดตามได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคมชัดลึก หรือแม้แต่สยามกีฬา ผู้บริหารใหญ่แห่งศูนย์ ดี2 ก็โทรมาพูดในเชิงไม่ยอมรับในการ​ตัดสินเรื่องมาตรฐานของสนาม แล้วเราจะทำอะไรได้ พวกเรามาช่วยกันนะเพราะนี้คือคว​ามจริงที่อยากบอกกับผู้เล่นคนที​่ 12 ของทีมนาคามรกต แสดงความเห็นที่กระดานนี้นะ ควรอ่านให้ครบ 9 กระดานนะ รอกำลังใจจากทุกคน

จาก Kaset FC Cheer

ขอยืมคำของเพื่อน ๆ มาให้อ่านกัน “ศึกครานี้หนักหนานัก ยังมีหัวเมืองใหญ่น้อยหมายชิงชั​ย ขอให้ท่านอาจารย์พิชิตชัยเหนือเ​หล่าอริราชศัตรู แลได้โปรดดูแลสุขภาพแห่งท่าน ให้ทัพหลวงสามารถยืนหยัดเพื่อเก​ษตรของหมู่เราต่อไป … ^^

จาก Kaset FC Cheer

ปกติผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเปิดอ่าน forward mail ครับ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมถึงเปิดอ่าน
ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เปิดอ่าน แล้วก็พบว่า ได้ข้อคิดดีๆ (อีกครั้ง)
ลองอ่านดูนะครับ

ลู่เหยา กับ หม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน
ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย
ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ
วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง
อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้
หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
….
ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้
นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ
นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา…
ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า
เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว  ได้รับการโอบอุ้มดูแล
ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก
ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่
ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
….
ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป
คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว
ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว
ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้
เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด
นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง
เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก
นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย
อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง
ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง
จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
….
พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง
เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน
และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น
ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย
เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า
“ คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป “
…..
เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ
แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง
เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่
ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน
ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน
หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน
เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป
ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด
ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ
และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่

หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า
เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย
แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี
เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์
แต่อีกใจก็คิดว่าเมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร
อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้
ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นางเสียชื่อเสียง
แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร
แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง
สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน
สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน
คำกล่าวจีนที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า
การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้
ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง
….

ไม่ทราบว่าจะให้เครดิตใคร เพราะไม่ทราบว่าใครเป็นคนแต่ง
งั้นให้เครดิตคนส่งแล้วกัน

ลู่เหยา กับ หม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน
ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย
ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ
วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง
อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้
หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
….

ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้
นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ
นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา
ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า
เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว ได้รับการโอบอุ้มดูแล
ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก
ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่
ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
….


ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป
คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว
ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว
ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้
เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด
นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง
เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก
นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย
อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง
ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง
จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
….

พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง
เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน
และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น
ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย
เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า
คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
…..

เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ
แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง
เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่
ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน
ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน
หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน
เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป
ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด
ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ
และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่


หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า
เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย
แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี
เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์
แต่อีกใจก็คิดว่าเมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร
อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้
ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นางเสียชื่อเสียง
แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร
แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง
สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน
สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน
คำกล่าวจีนที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า
การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้
ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง
…..

เมื่อวานได้มีโอกาสแวะเวียนเข้าไปดูบ้านที่โครงการแห่งหนึ่ง แล้วก็เข้าไปที่สำนักงาน แต่ไม่มีเวลามาก ก็เลยกะว่าจะขอเอกสารหรือโบรชัวร์กลับไปอ่าน แต่พนักงานตอบกลับมาว่า “ไม่มีค่ะ เราใช้ iPad”

จากเหตุการณ์นี้ เห็นว่า ผู้ประกอบการพยายามนำเทคโนโลยีที่ชื่อว่า iPad เข้ามาใช้ เพื่อที่จะสร้างความแปลกใหม่ ความดูดี และเพื่อให้ดูสมกับความเป็นมืออาชีพ แต่พอลูกค้าขอเอกสารกลับไปอ่านที่บ้าน กลับสนองความต้องการของลูกค้าไม่ได้

บางครั้ง สิ่งที่เราเรียกว่าเทคโนโลยีมันก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าไปสะทุกอย่างหรอกนะ ผู้ประกอบการควรจะคำนึงถึงจุดนี้ด้วย

ผมเสนอว่า ให้มีทั้งสองอย่างครับ

Twitter : http://twitter.com/krajung
ใช้บ่นทั่วไป พร่ำเพ้อ สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไร้สาระ กวนชาวบ้าน แซว เรื่อยเปื่อย

Facebook : http://facebook.com/krajung
ข้อความบางข้อความจาก Twitter ก็จะเอาลงใน Facebook เหมือนกัน ซึ่งจะเน้นที่เกี่ยวกับเพื่อนๆ เพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะเล่น Facebook มากกว่า Twitter, แบ่งปันรูปจากมือถือ เพราะรู้สึกว่ามัน Social มากๆ

Tumblr : http://krajung.tumblr.com
เอาไว้แปะของต่างๆ เช่น Quote ต่างๆ ทั้งจากตัวเองและจากคนอื่น, รูปภาพจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ, ลิงค์จากที่ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดจาก Tumblr จะโพสลง Twitter และ Facebook อยู่แล้ว

Gowalla : http://gowalla.com/users/krajung
check-in ณ สถานที่ต่างๆ ซึ่งก็จะโพสลง Twitter และ Facebook เช่นกัน

Twitpic : http://twitpic.com/photos/krajung
ส่วนใหญ่จะเป็นรูปจากมือถือ ที่ต้องการจะโพสลง Twitter

Blog ส่วนตัว : http://krajung.com
เขียนบันทึกยาวๆ

© 2011 Krajung | กล้าจัง Suffusion theme by Sayontan Sinha