จงให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อย่าให้ชีวิตกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน

https://twitter.com/#!/trawut/status/135177369521635328

จะมีประโยชน์อะไรถ้าหากเงินที่ได้มามากขึ้น ต้องแลกกับเวลาที่เสียไปมากขึ้น

https://twitter.com/#!/trawut/status/135177814986072064

และจะมีประโยชน์อะไร ถ้าหากต้องใช้ชีวิตเพื่อทำให้ความฝันของคนอื่นเป็นจริง โดยที่เรายังไม่รู้เลยว่าความฝันของเราเองคืออะไร

https://twitter.com/#!/trawut/status/135178267689885696

การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คือ การได้ทำงานในสิ่งที่รัก สิ่งที่เราถนัด และ เป็นสิ่งที่ทำเงินให้เราได้

https://twitter.com/#!/trawut/status/135178551082233856

ลองเขียนวงกลมไว้ 3 วง แล้วใส่รายละเอียดลงไป 1. วงกลมสิ่งที่เรารักที่จะทำ 2. วงกลมสิ่งที่เราถนัดที่จะทำ 3. วงกลมของสิ่งที่สร้างเงินให้เรา

https://twitter.com/#!/trawut/status/135179092730449921

ถ้ามีงานอะไรที่อยู่ใน intersection ของทั้ง 3 วง นั่นแหละครับ คือ งานในฝันของเรา ให้รีบวางมือจากงานทุกอย่างที่ทำอยู่ มาทำงานนั้นโดยเร็วครับ

https://twitter.com/#!/trawut/status/135179340345380864

เมื่อคุณได้ทำงานในฝันแล้ว คุณก็จะไม่รู้สึกเหมือนว่าต้องทำงานไปอีกตลอดชีวิตครับ

https://twitter.com/#!/trawut/status/135179521887440896

ปกติผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเปิดอ่าน forward mail ครับ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมถึงเปิดอ่าน
ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เปิดอ่าน แล้วก็พบว่า ได้ข้อคิดดีๆ (อีกครั้ง)
ลองอ่านดูนะครับ

ลู่เหยา กับ หม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน
ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย
ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ
วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง
อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้
หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
….
ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้
นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ
นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา…
ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า
เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว  ได้รับการโอบอุ้มดูแล
ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก
ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่
ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
….
ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป
คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว
ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว
ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้
เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด
นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง
เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก
นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย
อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง
ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง
จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
….
พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง
เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน
และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น
ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย
เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า
“ คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป “
…..
เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ
แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง
เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่
ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน
ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน
หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน
เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป
ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด
ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ
และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่

หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า
เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย
แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี
เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์
แต่อีกใจก็คิดว่าเมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร
อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้
ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นางเสียชื่อเสียง
แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร
แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง
สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน
สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน
คำกล่าวจีนที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า
การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้
ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง
….

ไม่ทราบว่าจะให้เครดิตใคร เพราะไม่ทราบว่าใครเป็นคนแต่ง
งั้นให้เครดิตคนส่งแล้วกัน

ลู่เหยา กับ หม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน
ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย
ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ
วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง
อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้
หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
….

ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้
นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ
นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา
ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า
เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว ได้รับการโอบอุ้มดูแล
ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก
ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่
ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
….


ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป
คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว
ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว
ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้
เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด
นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง
เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก
นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย
อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง
ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง
จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
….

พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง
เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน
และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น
ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย
เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า
คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
…..

เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ
แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง
เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่
ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน
ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน
หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน
เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป
ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด
ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ
และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่


หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า
เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย
แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี
เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์
แต่อีกใจก็คิดว่าเมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร
อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้
ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นางเสียชื่อเสียง
แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร
แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง
สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน
สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน
คำกล่าวจีนที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า
การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้
ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง
…..

.. ต่อให้คนมีชื่อเสียงขนาดไหน ยังไงยุคหนึ่งก็จะต้องไม่มีคนรู้จักเรา คนบางคน เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเค้าเกิดขึ้นมาในโลก แล้วเค้าก็ตายไป โดยที่ไม่มีใครรู้จัก มาในยุคหนึ่ง แล้วอย่างนี้ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ในยุคๆ หนึ่ง มันจะมีทำไมใช่มั้ย ในเมื่ออีกสิบปีข้างหน้า อาจจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า มีเราเกิดขึ้นมาอยู่ในโลกนี้ แม้แต่ภาษา แม้แต่ชื่อกษัตริย์เนี่ย มาถึงในยุคเรา เรายังไม่รู้ชื่อเค้าเลย ทั้งๆ ที่แบบ มันใหญ่ขนาดนี้ มันก็ไม่มีอะไรอยู่ยืนยงหรอกนะ ..

จาก รายการ หนังพาไป ตอนสุดท้าย

มิ.ย. 262008

“เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนที่เป็นของเรา เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนนะที่รักเรา เท่านี้ที่ต้องการขอเกินไปตรงไหน”

… เสียงเพลงแว่วเข้าหู ฟังแล้วรู้สึกหดหู่ยังไงก็ไม่รู้ …

ใครที่เคยได้ฟังเนื้อหาของเพลงนี้แบบเต็มๆ แล้วละก็ จะรู้ว่าไม่ว่าอยู่ตรงไหน อยู่แห่งไหน จะมีเพื่อนมากสักกี่คนก็เหงาได้ ความเหงามันไม่เข้าใครออกใครนะครับ

บางครั้ง บางเวลา ผมก็ต้องการใคร ใครสักคนที่เข้าใจ และยอมรับผมได้ (เพ้อ…)

คงไม่มีหรอกครับ คนที่ดีขนาดนั้น คนที่ยอมผมขนาดนั้น คนที่เพียบพร้อมสะขนาดนั้น บางครั้งเค้าเข้ามาในชีวิตของผมเข้าใจผม ยอมรับผม แต่ผมกลับรับเค้าไม่ได้อีก ผมเป็นคนเบื่อง่ายครับ

ใครพูดอะไรออกมา ซึ่งสื่อออกมาว่า ผมไม่สำคัญ ขาดมึงไปกูก็อยู่ได้ เรื่องของมึงเดะ อะไรก็แล้วแต่ และยิ่งเป็นคนที่รักมากๆ แคร์มากๆ (เช่น พ่อ แม่ เพื่อน เป็นต้น) ยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึกน้อยใจ เมื่อน้อยใจแล้ว ก็รู้สึกแอบเหงาเหมือนกันครับ รู้สึกว่าตอนนี้ผมนั่งอยู่คนเดียว … ถึงแม้ว่าจะมีคนนั่งอยู่กับผมก็ตาม

มันคงเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าเป็นตัวผม

เด็ก เริ่มจากเด็กก่อนแล้วกัน เมื่อไม่นานมานี้ มีคนคนนึง บอกผมว่า “มึงอ่ะเป็นเด็ก” ตั้งแต่นั้นผมก็ได้กลับมาทบทวนกับตัวเอง และผมก็เห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนผม ตอนนี้ผมอายุ 20 ปีแล้ว (2 พ.ค. 51) บางคนอาจจะคิดว่าบ้ารึเปล่า อายุตั้ง 20 แล้ว จะเป็นเด็กได้ยังไง แต่จริงๆ แล้ว ผมก็ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กหรอกนะครับ แต่ว่าการกระทำของผมนั้น บางทีก็ยังเป็นเด็กอยู่ มันจะอาจจะเป็นช่วงรอยต่อก็ได้ ผมก็ขอให้มันเป็นเช่นนั้น ขอให้มันเป็นเพียงแค่รอยต่อที่ใช้เวลาไม่นาน ผมยังชอบเที่ยว ยังเหลวไหล ไร้สาระไปวันๆ แต่สิ่งที่ผมคิดจะทำนั้นมันมีหลายอย่างสะเหลือเกิน ผมต้องเลิกเป็นเด็กให้เร็วที่สุด เพื่ออนาคตของตัวเอง และเพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ผมคิด

ตัวดำๆ อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เนื่องจากผมเป็นคนผิวเข้ม (แหมดำนั่นแหละ) จริงๆ แล้ว ผมไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อน้อยใจเลยที่เกิดมาดำ ดำแล้วไงอ่ะ โบราณบอกว่า “ดำดีสีไม่ตก” ฮ่าๆๆ ผมชอบคำนี้มากเลยครับ และความดำก็ไม่เคยเข้ามาเป็นอุปสรรคในชีวิตผมเลย แต่ทำไมพอเอามาใส่เป็นคำพูดแล้ว มันรู้สึกในแง่ลบจังเลย ไม่เชื่อลองอ่านดูนะครับ “เด็กตัวดำๆ” กับ “เด็กตัวขาวๆ” อันไหนดูแง่ลบ ดูน่าสงสารมากกว่าละครับ อีกอย่างเคยฟังเพลงนี้มั้ยครับ “ดำกว่าแล้วไง” ของ ABNormal อ่ะครับ ฮ่าๆๆ ล้อเล่น มันไม่มีจริงหรอกครับ จริงๆ มันชื่อเพลง เด็กกว่าแล้วไง แต่ช่างมันเถอะ จะอย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ตัวดำ

เอาแต่ใจ มันคงเป็นสิ่งตรงกับใจผมมากที่สุดแล้ว โดยเฉพาะ “ใจ” ผมเอาแต่ใจมาก แต่บางครั้งการกระทำของผมอาจจะฝืนอยู่บ้าง ตรงนี้ผมยอมรับเลยครับจริง แต่การเอาแต่ใจของผมก็มีข้อจำกัดนะครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่ฟังใครเลย จะทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น จริงๆ แล้วมันแล้วแต่อารมณ์ของผมอ่ะครับ ผมชอบให้ใครมาเอาใจ มาดูแล มาคุย มาอยู่เป็นเพื่อน ไปไหนด้วย น้อยครั้งที่ผมจะทำอะไรคนเดียว แต่ไม่ใช่ว่าผมอยู่คนเดียวไม่ได้นะครับ ผมอยู่คนเดียวได้ครับ

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิสัยของผมครับ ผมเองเคยทำงานใหญ่ๆ มามากแล้ว จัดค่ายมาก็มาก เจออะไรมามาก แต่นั่นแหละมันยังไม่พอที่จะทำให้ผมโตได้ ชีวิตผมยังต้องการเจออะไรมากกว่าการเรียน เรียน เรียน …

ผมรักที่จะทำในสิ่งที่ผมอยากทำ แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนนะครับ

© 2011 Krajung | กล้าจัง Suffusion theme by Sayontan Sinha